เส้นทางวรรณกรรมเพื่อชีวิต

June 30th, 2013

เส้นทางวรรณกรรมเพื่อชีวิตคืออะไร? พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเกิดขั้นได้อย่างไร? เรามารับรู้เรื่องราวต่างๆนี้กันได้เลย

ความแตกแยกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเกิดความรุนแรงเมื่อเวียตนามรุกรานกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2522 ทำให้จีนทำสงครามสั่งสอนเวียตนาม  ในขณะที่เมืองไทยดำเนินนโยบาย 66/23 มีนโยบายเปิดป่าด้วย พรบ.นิรโทษกรรมต้อนรับคนป่าคืนเมือง  ทำให้นักคิด นักเขียน ปัญญาชนคืนสู่เมือง บ้างก็ศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาเดิม หรือไปศึกษาต่อต่างประเทศ

กวี นักเขียนในเขตป่านับแต่ปี 2521 ได้กลายเป็นนักรบและผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง ได้รับรู้ความเป็นจริง สภาพปัญหาของขบวนการปฏิวัติผ่านงานวรรณกรรมรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งด้านข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยมาก่อนสู่ประชาชนได้อย่างลึกซึ้ง ผ่านการถ่ายทอดวิถีชีวิตของชนเผ่าบนภูสูง เห็นได้จากเรื่องสั้น “ที่สุดของความปรารถนา” ของทองอิน มาบชะอำ เรื่องราวของ “เล่าเกอ” นักรบชาวม้ง

งานเขียนในยุคต่อมาจึงสะท้อนภาพออกมาด้วยอารมณ์ความรู้สึก ความประทับใจ การปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวันด้วยตนเอง เห็นได้จากเรื่องสั้น “กระสุนนัดแผ่เมตตา ” ของ ประเสริฐ จันดำ “ครกกระเดื่อง” ของ สุรชัย จันทิมาธร “ช่อดอกไม้” ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล “เหล็กกล้าในเบ้าหลอม” ของ พิทยา ว่องกุล เป็นต้น

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตได้ว่ามักจะนำเสนอในด้านที่รุ่งโรจน์อย่างเดียว เช่น เรื่องสั้น “โลกจักต้องเปลี่ยน” ของ เริงรวี อรุณรุ่ง และงานเขียนในช่วงปี 2523 มีงานเขียนทีสะท้อนออกมาได้อย่างงดงาม นำเสนอทางภาษาได้อย่างมีชีวิตชีวิต เห็นได้จากเรื่อง “คนมิใช่หิน” ของ วิสา คัญทัพ สะท้อนภาพความเป็นจริงของขบวนการปฏิวัติผ่านเรื่องราวในวิถีชีวิตของครอบครัวที่ต้องจากกันต่อสถานการณ์สงครามในเขตป่า

หลังการเปิดป่าตามนโยบายชองรัฐบาลความเคลื่อนไหวของวรรณกรรมปฏิวัติในเขตงานต่าง ๆ กลับมีความคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในเขตงานอีสานเหนือ และภาคเหนือ มีงานเขียนเรื่องราวในเขตป่า เห็นได้จากงานเขียน “ลาก่อนนาวังเหล็ก” “ข้าวเขียว” “ใกล้รุ่ง” “”หนุนขอนนอนป่า “ ของสมคิด สิงสง “ก่อนฟ้าจะสาง” ของสุรชัย จันทิมาธร “ยุทธการต้านทางรถ” ของ ชัชวาล ปทุมวิทย์ “ในกรงเล็บ” ของ เริงรวี รุ่งแสง “ดงแดง” “กลับไปสู่นาบัว” ของ วัฒน์ วรรลยางกูร “หอมกลิ่นป่า” งานเขียนชุดมหากาพย์แห่งภูพาน  ของ วิสา คัญทัพ และ คำกลอย มหาสารคาม

งานเขียนจากเขตป่าถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานวรรณกรรมในขบวนการปฏิวัติ รอการแตกหน่อก่อยอดวรรณกรรมให้แกร่งกล้าในฐานะนักเขียนมืออาชีพ เป็นงานที่รับใช้อุดมการณ์ทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อการพัฒนาที่สมบูรณ์

ตำนานแห่งหนังสือปฏิวัติในเขตป่ายังคงได้รับการกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบันทั้งที่เป็นเอกสารที่สามารถสืบค้นได้และอยู่ในความทรงจำของเหล่านักคิด นักเขียน ที่ผลิตงานออกมาในท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในเขตป่า งานเขียนเหล่านั้นจึงเป็นเสมือนบทบันทึกแห่งยุคสมัยในความทุกข์ทนและงดงามแห่งชีวิต ตำนานแห่งชีวิตจักอยู่ในความทรงจำตลอดไป

 

พระสุธน- มโนห์รา

June 25th, 2013

พระสุธน- มโนห์รา

วรรณกรรมสมัยอยุธยาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมกันมาก ในสมัยอยุธยาและไม่ทราบผู้แต่ง ได้แก่ เรื่องพระสุธน ซึ่งได้นำเค้าเรื่องเดิมมาจาก ปัญญาสชาดก ที่เรียกว่า “สุธนชาดก” และได้นำมาทำเป็นบทละคร เรื่องนางมโนห์รา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นางมโนราห์…เป็นธิดาองค์เล็กของท้าวทุมราชผู้เป็นพระยากินนร นางมีพระพี่นางอีกหกองค์ล้วนมีหน้าตาเหมือน ๆ กัน งดงามยิ่งกว่านางมนุษย์ รูปร่างหน้าตาของพวกเขาเหมือนมนุษย์แต่มีปีกและหางที่ถอดออกได้ เมื่อใส่ปีกใส่หางแล้วกินนรก็สามารถบินไปยังที่ต่าง ๆ ได้ นางมโนราห์และพี่น้องทั้งหกได้ไปเล่นน้ำที่สระน้ำอโนดาต เจอพรานบุญที่ต้องการจับตัวนางกินรีเพราะเห็นว่านางงดงามคู่ควรแก่พระสุธน โอรสแห่งเมือง ปัญจาลนคร พรานบุญจึงไปยืมบ่วงนาคบาศจากท้าวชมพูจิต พญานาคราช ซึ่งได้ให้ยืมบ่วงนาคบาช เพราะพรานบุญเคยช่วยชีวิตเอาไว้และเห็นว่าพระสุธนกับนางมโนราห์เป็นเนื้อคู่กัน พรานบุญได้จับนางมโนราห์ไปถวายแค่พระสุธน พระสุธนเห็นเข้าก็เกิดหลงรักนางและพานางกลับเมือง และได้อภิเษกกัน ต่อมาปุโรหิตคนหนึ่งได้เกิดจิตอาฆาตแค้นแก่พระสุธนเพราะว่าพระสุธนไม่ให้ตำแหน่งแก่บุตรของตน เมื่อถึงคราวเกิดสงคราม พระสุธนออกไปรบ พระบิดาได้ทรงพระสุบิน ปุโรหิตได้ทำนายว่าจะเกิดภับพิบัติครั้งใหญ่ ให้นำนางมโนราห์ไปบูชายัญ ซึ่งท้าวอาทิตยวงศ์ได้ยินยอมตามนั้น นางมโนราห์รู้เข้าก็เกิดตกใจ จึงออกอุบาย ของปีกกับหางขอนางคืน เพื่อร่ายรำหน้ากองไฟก่อนจะตาย เมื่อนางได้ปีกกับหางแล้ว นางก็ร่ายรำได้สักพักก็บินหนีไป ไปเจอฤาษีก็ได้กล่าวกับฤาษีว่า หากพระสุธนตามมาให้บอกว่าไม่ต้องตามนางไป เพราะมีภยันอันตรายมากมาย และได้ฝากภูษาและธำมรงค์ให้พระสุธน เมื่อนางมโนราห์ได้กลับไปที่เมืองก็จะได้มีพิธีชำระล้างกลิ่นอายมนุษย์ ฝ่ายพระสุธนที่กลับจากสงครามได้ลงโทษปุโรหิต และติดตามหานางมโนราห์ เมื่อเจอพระฤาษี พระสุธนจะติดตามนางมโนราห์ต่อไป โดยมีพระฤาษีค่อยช่วยเหลือ เป็นเพราะเวรกรรมแต่ชาติที่แล้วนั่นคือ “มโนราห์” นางมโนราห์ คือ พระนางเมรี และ พระสุธน คือ พระรถเสน ทำให้พระสุธนได้รับความลำบากมาก เมื่อพระสุธนมาถึงสระน้ำอโนดาต ได้แอบเอาพระธำมรงค์ใส่ลงในคณโฑของนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งนางกินรีได้นำน้ำนั้นไปสรงให้นางมโนราห์ พระธำมรงค์ได้ตกลงมาที่แหวนของนางพอดี ทำให้นางรู้ว่าพระสุธนมาหานาง นางจึงได้แจ้งแก่พระมารดา ซึ่งพระบิดาต้องการทราบว่าพระสุธนมีความรักจิงต่อนางมโนราห์หรือไม่ ได้รับพระสุธนมาที่เมืองและให้พระสุธนบอกว่านางไหนคือนางมโนราห์ ซึ่งนางมโนราห์และพี่ๆๆมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน ร้อนถึงองค์อินทร์ ต้องแปลงกายมาเป็นแมลงวันทอง จับที่ผมของนางมโนราห์ ทำให้นางมโนราห์และพระสุธนได้เคียงคู่อย่างมีความสุข

สิงหไกรภพ

June 20th, 2013

สิงหไกรภพ เป็นกลอนนิทานเรื่องหนึ่ง ผลงานประพันธ์ของ สุนทรภู่ มักนิยมเรียกกันในชั้นหลังว่า สิงหไกรภพ เชื่อว่าสุนทรภู่แต่งขึ้นเพื่อถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์เมื่อครั้งถวายพระอักษร และในภายหลังได้แต่งต่อเพื่อถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เนื้อเรื่องของสิงหไตรภพ เกี่ยวกับตัวละครเอก ชื่อ สิงหไตรภพ ที่พลัดบ้านเมืองแต่เล็ก ถูกลักพาตัวไปและเลี้ยงดูเติบโตขึ้นมาในบ้านพราหมณ์จินดา สิงหไตรภพเรียกพราหมณ์ว่าพี่ชาย เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการผจญภัยของสองพี่น้องนี้ และมีมนตร์วิเศษน่าตื่นตาตื่นใจ เหมาะแก่การเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็ก จึงเป็นกลอนนิทานที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครหลายครั้ง และมักใช้ชื่อเรื่องว่า “สิงหไกรภพ” สิงหไตรภพ เป็นกลอนนิทานเรื่องหนึ่ง ผลงานประพันธ์ของ สุนทรภู่ มักนิยมเรียกกันในชั้นหลังว่า สิงหไกรภพ เชื่อว่าสุนทรภู่แต่งขึ้นเพื่อถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์เมื่อครั้งถวายพระอักษร และในภายหลังได้แต่งต่อเพื่อถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สิงหไกรภพกับพี่ชายจึงพากันมาที่นครโกญจา ทำให้พ่อแม่ลูกที่พรากจากกันสิบกว่าปีได้กลับมาพบกันอีก จากนั้นสิงหไกรภพจึงหาทางกลับนครมารันเพื่อไปรับสร้อยสุดากลับมาแต่ก็ไม่สามาถเข้านครมารันได้ เพราะยักษ์จตุรพักตรได้ใช้เวทมนต์ปิดบังนครเอาไว้ จนกระทั่งสร้อยสุดาคลอดลูกชาย ท้าวจตุรพักตรจึงตัดสินใจจะฆ่าสิงหไกรภพ โดยทำเป็นเปิดเมืองให้ทุกคนเห็น เพื่อล่อให้สิงหไกรภพเข้ามา แล้วหาทางจะฆ่าทิ้ง สิงหไกรภพเข้ามาพบสร้อยสุดาได้แต่ก็ถูกไล่ตามฆ่าจึงต้องหนีกลับเมืองโกญจาพร้อมสร้อยสุดา จตุรพักตรแค้นมากยกทัพมาตี พลยักษ์มากมายสุดที่ สิงหไกรภพจะต้านได้ พระฤาษี จึงต้องมาช่วยสอนเวทมนต์ให้สิงหไกรภพผูกหุ่น พยนตร์เพื่อสู้รบกับพลยักษ์ หุ่นพยนตร์ฆ่าไม่ตาย แต่พลยักษ์กลับล้มตายจนหมดสิ้น ในที่สุด จตุรพักตรก็ถูกฆ่าตาย สิงหไกรภพจึงครองคู่กับสร้อยสุดาต่อไปอย่างมีความสุข เนื้อเรื่องของสิงหไตรภพ เกี่ยวกับตัวละครเอก ชื่อ สิงหไตรภพ ที่พลัดบ้านเมืองแต่เล็ก ถูกลักพาตัวไปและเลี้ยงดูเติบโตขึ้นมาในบ้านพราหมณ์จินดา สิงหไตรภพเรียกพราหมณ์ว่าพี่ชาย เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการผจญภัยของสองพี่น้องนี้ และมีมนตร์วิเศษน่าตื่นตาตื่นใจ เหมาะแก่การเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็ก จึงเป็นกลอนนิทานที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครหลายครั้ง และมักใช้ชื่อเรื่องว่า “สิงหไกรภพ”

ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์

June 15th, 2013

ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์

ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศ หรือ เรวดีนพมาศ เป็นหนังสือที่เชื่อกันว่าแต่งขึ้นในสมัยสุโขทัย ผู้แต่งคือ นางนพมาศ หรือ “ท้าวศรีจุฬาลักษณ์” แต่หนังสืออาจชำรุดเสียหาย และได้มีการแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่คงเนื้อหาเดิมของโบราณ เพิ่งมีการชำระและตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในคำนำว่า ในเรื่องโวหารนั้น หนังสือเล่มนี้สังเกตได้ว่าแต่งในราวสมัยรัชกาลที่ 2 – รัชกาลที่ 3 เพราะถ้าเทียบสำนวนกับหนังสือรุ่นสุโขทัย อย่างไตรภูมิพระร่วง หรือหนังสือรุ่นอยุธยา ซึ่งเห็นชัด ว่าหนังสือนางนพมาศใหม่กว่าอย่างแน่นอน และยังมีที่จับผิดในส่วนของเนื้อหา ที่กล่าวถึงชาติฝรั่งต่างๆ โดยเฉพาะอเมริกัน ซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกราบทูลรัชกาลที่ 5 ว่าหนังสือที่ปรากฏนี้คงไม่ได้เก่าขนาดสุโขทัยเป็นแน่ รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเห็นอย่างนั้น แต่มีนักปราชญ์รุ่นก่อนๆ เช่นรัชกาลที่ 4 หรือ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เชื่อว่าน่าจะมีตัวฉบับเดิมที่เก่าแก่ แต่ต้นฉบับอาจชำรุดขาดไป มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้สมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ และเล่าสืบกันมาว่าในครั้งรัชกาลที่ 3 ได้ทรงพระราชนิพนธ์แทรกไว้ตอนหนึ่ง คือ ตอนที่ว่าด้วย “พระศรีมโหสถลองปัญญานางนพมาศ” จนจบ “นางเรวดีให้โอวาทของนพมาศ” ซึ่งกินเนื้อที่ ราว 1 ใน 3 ของเรื่อง เริ่มต้นว่าด้วยกำเนิดมนุษย์ ชาติภาษา พร้อมแนะนำตัวผู้เขียน “ข้าน้อยผู้ได้นามบัญญัติชื่อว่า ศรีจุฬาลักษณ์” เล่าถึงกำเนิดอาณาจักรและ จากนั้นก็สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระร่วงเจ้า เล่าถึงผู้คน ชาติตระกูลในสุโขทัย และมาถึงประวัติส่วนตัวของนางนพมาศ

พระเพื่อนพระแพง

June 10th, 2013

พระเพื่อนพระแพง

เดิมเจ้าราชวงศ์แมนสรวงกับเจ้าราชวงศ์สรองเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่โอรสและธิดาของ 2 เมืองนี้เกิดรักกันและยอมตายด้วยกัน ฝ่ายชายคือพระลอเป็นกษัตริย์แห่งเมืองแมนสรวง มีพระชายาชื่อนางลักษณวดี พระลอเป็นหนุ่ม รูปงามมากเป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนทำให้พระเพื่อนพระแพงเกิดความรักและ ปรารถนาที่จะได้พระลอมาเป็นสวามี พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง ชื่อนางรื่นนางโรย ได้ออกอุบายส่งคนไปขับซอยอโฉมพระเพื่อนพระแพงให้พระลอฟัง และให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ให้พระลอเกิดความรักหลงไหลคิดเสด็จไปหานาง  ฝ่ายพระนางบุญเหลือชนนีของพระลอทราบ จึงหาหมอแก้เสน่ห์ได้ แต่ปู่เจ้า สมิงพรายได้เสกสลาเหิน(หมากเหิน) มาให้พระลอเสวยในตอนหลังอีก ถึงกับหลงไหลธิดาทั้งสองมากขึ้น จึงทูลลาชนนีและพระนางลักษณวดีไปยังเมืองสรอง พร้อมกับนายแก้วนายขวัญพี่เลี้ยง เมื่อมาถึงแม่น้ำกาหลงได้เสี่ยงทายกับแม่น้ำ แม่น้ำกลับวนและเป็นสีเลือด ซึ่งทายว่าไม่ดี แต่พระลอก็ยังติดตามไก่ที่ปู่เจ้าสมิงพรายเสกมนต์ล่อพระลอให้หลง เข้าไปในสวนหลวง แล้วแอบได้พระธิดาทั้งสองเป็นชายา นายแก้วนายขวัญก็ได้กับนางรื่นนางโรยพี่เลี้ยง  เมื่อพระพิชัยพิษณุกร พระบิดาของพระเพื่อนพระแพงทราบเรื่องก็ทรงกริ้ว แต่พอทรงพิจารณาเห็นว่าพระลอมีศักดิ์เสมอกันก็หายกริ้ว แต่พระเจ้าย่า(ย่าเลี้ยง) ของพระเพื่อนพระแพงโกรธมาก เพราะแค้นที่พระบิดาของพระลอได้ประหารท้าวพิมพิสาครสวามีในที่รบ พระเจ้าย่าถือว่าพระลอเป็นศัตรู จึงสั่งทหารให้ไปล้อมพระลอที่ตำหนักกลางสวน และสั่งประหารด้วยธนู ทั้งพระลอ พระเพื่อน พระแพง และนายแก้ว นายขวัญ นางรื่น นางโรย ร่วมกันต่อสู่ทหารของพระเจ้าย่า อย่างทรหด จนสุดท้ายถูกธนูตายในลักษณะพิงกัน ตายด้วยความรักทั้ง 3 องค์ ท้าวพิชัยพิษณุกร ทรงทราบว่าพระเจ้าย่าสั่งให้ทหาร ฆ่าพระลอพร้อมพระธิดาทั้งสององค์ ทรงกริ้วและสั่งประหารพระเจ้าย่า(เพราะมิใช่ชนนี)เสีย แล้วโปรดให้จัดการพระศพพระลอกับ พระธิดาร่วมกันอย่างสมเกียรติ และส่งทูตนำสาส์นไปถวายพระนางบุญเหลือ ชนนีของพระลอ ที่เมืองแมนสรวง สุดท้ายเมืองสรองกับเมืองแมนสรวงกลับมีสัมพันธไมตรีกันต่อมา

สรรพลี้หวน วรรณคดีที่โลกลืม

June 5th, 2013

สรรพลี้หวน วรรณคดีที่โลกลืม

เมื่อครั้งที่กลับเมืองไทยคราวก่อน นอกจากกลับมาจัดการกิจธุระส่วนตัวแล้วแต่ยังมีอีกจุดประสงค์หนึ่งคือมารับหนังสือในดวงใจอีกเล่มไปอเมริกาด้วย หนังสือเล่มนี้คือสรรพลี้หวน สรรพลี้หวนถึงครองใจลามกชน เอ๊ย ครองใจคนมานานเหลือเกินแต่เป็นที่น่าแปลกคือวรรณคดีเล่มนี้กลับเป็นวรรณคดีที่ถูกลืมและไม่ได้รับการกล่าวถึงในส่วนกลางเลยแม้แต่น้อยเรามาดูความเป็นมาเป็นไปของวรรณคดีไทยเล่มนี้กันหน่อยเป็นไรสรรพลี้หวน (อ่านว่า สับ-ลี้-หวน)เมื่อผวนจะเข้าใจเองว่าทำไมถึง “สรรพลี้หวน“เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่งสันนิษฐานกันว่าคงจะแต่งขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา  เนื้อหาเป็นคำผวนทั้งหมด มีเนื้อหาชวนให้ขบขันมากกว่าชวนวาบหวิวแม้จะเกี่ยวข้องกับคำทางเพศก็ตาม มีความยาว 197 บท แต่เนื้อหายังไม่จบสมบูรณ์ดิฉันคิดเอาเองว่า ผู้แต่งอาจจะหัวเราะจนขาดใจตายก่อนสรรพลี้หวนสำนวนเก่าพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2516โดยขุนพรหมโลก(นามแฝง)ซึ่งผู้พิมพ์ให้ความเห็นไว้ว่า ผู้แต่งอาจเป็นชาวนครศรีธรรมราชแต่งขึ้นประมาณ พศ 2425-2439ต่อมามีผู้แต่งเลียนแบบขึ้นอีกหลายสำนวนในหอพระสมุดเองมีหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อ “ศัพท์ลี้หวน” ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันจากคำนำของชมรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมปักษ์ใต้พูดถึงสรรพลี้หวนไว้ว่า”เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่มีลักษณะพิเศษคือแต่งเป็นคำผวนทั้งเรื่องโดยผู้แต่งต้องคิดศัพท์และสรรหาคำประพันธ์มาแต่งให้มีความไพเราะและเป็นคำผวนจึงนับเป็นงานกวีที่มีความเป็นอัจฉริยะในทางภาษามาก”สรรพลี้หวนไม่ใช่หนังสือใหม่ แต่แต่งมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วเพราะจากการค้นคว้าของอาจารย์เปลื้อง ณ นครพบว่ามีสรรพลี้หวนของเก่าอยู่หลายฉบับในหอสมุดวชิรญาณตามความคิดของดิฉัน ซึ่งเป็นนักวิชาเกินวรรณคดีเล่มนี้น่าจะมีอายุพอ ๆ กับวรรณกรรมร้อยกรองสำราญอีกเล่มหนึ่งคือเอ๋งติ๋งห้าว (ชื่อพระเอกและมีน้องชายชื่อ อ้าวติ๋งโฮ่ง) เล่มนี้ก็สนุกสุดยอดดิฉันเคยอ่านและขอยืมมาจากห้องสมุดธรรมศาสตร์เมื่อสมัยเรียนอยู่ปัจจุบัน ไม่ทราบว่า ห้องสมุดยังมีไว้ในครอบครองหรือไม่แต่เอ๋งติ๋งห้าวนี้ หากจำไม่ผิด ตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ห้าเป็นอีกเล่มที่อ่านไปหัวเราะไปนับถือในความสามารถทางภาษาและเชิงกวีของคนแต่งอย่างยิ่งยวด

จินดามณี

May 31st, 2013

จินดามณี

จินดามณี เป็นวรรณกรรมที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทยที่มีมาแต่สมัยอยุธยา เนื้อหาของเรื่องจินดามณีนั้นเป็นแบบการเรียนการสอนพื้นฐานด้านอักขรวิทยา และการประพันธ์บทร้อยกรองประเภทต่าง ๆ พื้นฐานด้านอักขรวิทยา จินดามณี เป็นวรรณกรรมที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทยที่มีมาแต่สมัยอยุธยา เนื้อหาของเรื่องจินดามณีนั้นเป็นแบบการเรียนการสอนพื้นฐานด้านอักขรวิทยา และการประพันธ์บทร้อยกรองประเภทต่างๆ พื้นฐานด้านอักขรวิทยา เช่น อักษรศัพท์ ว่าด้วยคำศัพท์ที่มักเขียนผิด ความหมายของศัพท์ที่ยืมมาจากภาษาบาลี-สันสกฤต และเขมร ตัวอย่างคำที่ใช้ ส, ศ, ษ ตัวอย่างคำที่ใช้ไม้ม้วน ไม้มลาย เป็นต้น  ด้านบทประพันธ์ร้อยกรอง ได้อธิบายโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนประเภทต่างๆ รวมทั้งยกตัวอย่างฉันทลักษณ์นั้นๆ ประกอบด้วย อย่าง ไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องจินดามณี เป็นตำราที่ได้รวบรวมถ้อยคำที่อาจเขียนผิด เช่น คำยืมภาษาต่างประเทศ คำพ้องรูป พ้องเสียง ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในภาษาเขียน รวมถึงการอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างวิธีการแต่งคำประพันธ์ต่างๆ จึงสันนิษฐานว่า หนังสือจินดามณี เป็นแบบเรียนสำหรับผู้ที่จะถวายตัวเข้ารับราชการ หรือผู้ที่ฝักหัดเป็นกวีในสมัยนั้น จินดามณี เป็นชื่อหนังสือสำคัญเรื่องหนึ่ง ในวรรณคดีไทยใช้เป็นตำราแบบเรียนภาษาไทย แพร่หลายมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา หนังสือจินดาฉบับพิมพ์ ที่รู้จักกันแพร่หลายมีสองฉบับคือ ฉบับกรมศิลปากร เล่ม 1 และเล่ม 2 นอกจากนั้นยังมีฉบับโรงพิมพ์หมอบรัดเล ฉบับโรงพิมพ์พาณิชศุภผล และฉบับโรงพิมพ์หมอสมิซ บางคอแหลม

ลักษณวงศ์

May 26th, 2013

ลักษณวงศ์

ลักษณวงศ์ เป็นนิทานคำกลอน เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ประพันธ์โดย สุนทรภู่ สันนิษฐานว่ามีสำนวนของผู้อื่นแต่งเติม สำนวนกลอนบางตอนคล้ายกับดัดแปลงมาจากเรื่อง โคบุตร ท้าวพรหมทัต มีมเหสี ชื่อ สุวรรณอำภา และมีพระราชโอรส ชื่อ ลักษณวงศ์ ทรงพามเหสีพร้อมด้วยพระราชโอรสเสด็จประพาสป่า ได้พบนางยักษ์แปลงเป็นสาวสวยทำเล่ห์กลจนท้าวพรหมทัตลุ่มหลง ต่อมาจึงสั่ง ประหาร มเหสี และพระโอรส แต่เพชฌฆาตสงสารจึงปล่อยไป นางสุวรรณอำภาถูกพระยายักษ์พาตัวไป ฤๅษีนำลักษณวงศ์ไปเลี้ยงคู่กับนางทิพย์เกสร เมื่อโตขึ้นเรียนวิชาจนสำเร็จและได้นางทิพย์เกสรเป็นชายา ได้ฝากนางไว้กับฤๅษี ออกตามหามารดาจนพบและ กู้บ้านเมืองได้ และได้นางยี่สุ่น เป็นชายา นางทิพย์เกสรปลอมเป็นพราหมณ์ติดตามมาพบพระลักษณวงศ์ ด้วยความน้อยใจ จึงไม่แสดงตนให้พระลักษณวงศ์รู้ นางยี่สุ่นริษยาที่สามี ใส่ใจพราหมณ์มากจึงวางอุบาย กำจัดพราหมณ์เกสร ในที่สุดพราหมณ์ถูกประหาร ร่างของนางจึงกายเป็นหญิง ลักษณวงศ์เสียใจมากต่อมา พระลักษณวงศ์ได้นำโอรสน้อยไปเลี้ยงดู ตั้งชื่อให้ว่า เกสรสุริยวงศ์ จนถึงวันเผาศพนางทิพเกสร วิญญาณของ ฤๅษีมหาเมฆ พระอาจารย์ของพระลักษณวงศ์และนางทิพเกสรได้ลงมาเปิดโกศนำศพของนางทิพเกสรไปทำพิธีชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น นางจันทรังสี เมื่อพระลักษณวงศ์พบว่า ศพของนางทิพเกสรหายไป ก็ให้โหราจารย์ทำนายดู โหราจารย์ก็ทำนายว่า มีผู้นำศพของนางทิพเกสรไปทำพิธีชุบชีวิต ทำให้พระลักษณวงศ์ดีใจมาก และคิดจะออกไปตามหานางทิพเกสรเมื่อเกสรสุริยวงศ์โตแล้ว ซึ่งกว่าจะตามหานางทิพเกสรพบก็ผ่านเรื่องราวอีกมากมาย จนเรื่องราวจบลงอย่างมีความสุข

มหาเวสสันดรชาดก

May 21st, 2013

มหาเวสสันดรชาดก

มหาชาติคำหลวง หรือ มหาเวสสันดรชาดก เดิมเป็นภาษามคธหนึ่งพันคาถา แปลเป็นไทยมาแต่กรุงสุโขทัย เป็นหลักของหนังสือไทยเรื่องหนึ่ง สำคัญกว่าชาดกอื่นๆ ด้วยปรากฏบารมีของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์ทั้ง ๑๐ อย่าง ยาว ๑๓ กัณฑ์ สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิตในกรุงศรีอยุธยา ร่วมกันแปลแต่งมหาชาติขึ้นโดยวิธีตั้งสลับภาษามคธบาทหนึ่ง แปลเป็นไทยวรรคหนึ่ง เป็นฉันท์บ้าง โคลงบ้าง เพื่อความไพเราะและใกล้เคียงภาษาเดิม จึงเป็นหนังสือซึ่งนับถือว่า แต่งดีมาแต่ครั้งกรุงเก่ ชาดกเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งใน นิบาตชาดก มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เรามักเรียกนิบาตชาดกเป็นไทยๆว่า พระเจ้าห้าร้อยห้าสิบชาติ นิบาตชาดกเป็นคัมภีร์ซึ่งประกอบไปด้วยนิทานเรื่องต่างๆ ล้วนเป็นอุทาหรณ์สอนธรรมะเล่าถึงการเสวยพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้าว่าชาติใดทรงเกิดเป็นอะไร และได้ทรงกระทำคุณความดี หรือที่เรียกกันเป็นศัพท์ว่า “บำเพ็ญบารมี” อะไรในพระชาตินั้นๆ พระชาติหนึ่งก็ทรงสร้างคุณความดีหรือบารมีอย่างหนึ่งทุกชาติไป ในจำนวน ๕๕๐ พระชาติที่ปรากฏในนิบาตชาดกนั้นได้บำเพ็ญบารมีเด่นยิ่งอยู่ ๑๐ ชาติ ที่เรียกกันว่า ทศชาติ ทรงบำเพ็ญทศบารมี คัมภีร์ที่กล่าวถึงทศชาติและบารมีนี้เรียกว่า คัมภีร์มหานิบาต ในทศชาติตามมหานิบาตนั้น ที่ถือว่าสำคัญที่สุด คือ พระชาติที่ทรงบังเกิดเป็นพระเวสสันดร นอกจากจะทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นที่เด่นที่สุดแล้วยังทรงบำเพ็ญบารมีอื่นๆ อันได้กระทำแล้วใน๙ พระชาติก่อนๆ อีกด้วย เท่ากับได้ทรงกระทำคุณความดีเด่นยิ่งครบ ๑๐ ประการในชาตินี้ มหาเวสสันดรชาดก จึงเป็นชาดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บางครั้งจึงเรียกชาดกเรื่องนี้ว่า มหาชาติ  มหาเวสสันดรชาดก เป็นเรื่องสูงส่ง แสดงให้เห็นถึงการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนของพระเวสสันดร เพื่อเป็นทางนำไปสู่พระโพธิญาณ เมื่อได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วก็มิได้รับประโยชน์เฉพาะตน แต่ได้นำมาสั่งสอนเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกด้วย

ชาละวัน

May 16th, 2013

ชาละวัน

ชาละวัน เป็นจระเข้ใหญ่เลื่องชื่อแห่งแม่น้ำน่านเก่าเมืองพิจิตร สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยที่พิจิตรมีเจ้าเมืองปกครอง ตามตำนานกล่าวว่า มีตายายสองสามีภรรยา ออกไปหาปลาพบไข่จระเข้ที่สระน้ำแห่งหนึ่ง จึงเก็บมาฟักเป็นตัวแล้วเลี้ยงไว้ในอ่างน้ำ เพราะยายอยากเลี้ยงไว้แทนลูก ต่อมาจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นจึงนำไปเลี้ยงไว้ในสระใกล้บ้านหาปลามาให้เป็นประจำ ต่อมาตายายหาปลามาให้เป็นอาหารไม่พออิ่ม จระเข้ตัวนั้นจึงกินตายายเป็นอาหาร เมื่อขาดคนเลี้ยงดูให้อาหาร จระเข้ใหญ่จึงออกจากสระไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านเก่าซึ่งอยู่ห่างจากสระตายายประมาณ 500 เมตร แม่น้ำน่านเก่าในสมัยนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลานานาชนิดและมีน้ำบริบูรณ์ตลอดปี ขณะนั้นไหลผ่านบ้านวังกระดี่ทอง บ้านดงเศรษฐี ล่องไปทางใต้ ไหลผ่านบ้านดงชะพลู บ้านคะเชนทร์ บ้านเมืองพิจิตรเก่า บ้านท่าข่อย จนถึงบ้านบางคลาน จระเข้ใหญ่ก็เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในแม่น้ำตั้งแต่ย่านเหนือเขตวังกระดี่ทอง ดงชะพลู จนถึงเมืองเก่า แต่ด้วยจระเข้ใหญ่ของตายายได้เคยลิ้มเนื้อมนุษย์แล้ว จึงเที่ยวอาละวาดกัดกินคนทั้งบนบกและในน้ำไม่มีเว้นแต่ละวัน จึงถูกขนานนามว่า “ไอ้ตาละวัน” ตามสำเนียงภาษาพูดของชาวบ้านที่เรียกตามความดุร้ายที่มันทำร้ายคน ไม่เว้นแต่ละวัน ต่อมาก็เรียกเพี้ยนเสียงเป็น “ไอ้ชาละวัน” และเขียนเป็น “ชาลวัน” ตามเนื้อเรื่องในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชื่อของชาละวันแพร่สะพัดไปทั่วเพราะเจ้าชาละวันไปคาบเอาบุตรสาวคนหนึ่งของเศรษฐีเมืองพิจิตรขณะกำลังอาบน้ำอยู่ที่แพท่าน้ำาหน้าบ้าน เศรษฐีจึงประกาศให้สินบนหลายสิบชั่ง พร้อมทั้งยกลูกสาวที่มีอยู่อีกคนหนึ่งให้แก่ผู้ที่ฆ่าชาละวันได้ ไกรทอง พ่อค้าจากเมืองล่าง สันนิษฐานว่าจากเมืองนนทบุรี รับอาสาปราบจระเข้ใหญ่ด้วยหอกลงอาคมหมอจระเข้ ถ้ำชาละวันสันนิษฐานว่าอยู่กลางแม่น้ำน่านเก่า ปัจจุบันอยู่ห่างจากที่พักสงฆ์ถ้ำชาละวัน บ้านวังกระดี่ทอง ตำบลย่านยาว ไปทางใต้ประมาณ 300 เมตร ทางลงปากถ้ำเป็นโพรงลึกเป็นรูปวงกลมมีขนาดพอดี จระเข้ขนาดใหญ่มากเข้าได้อย่างสบาย คนรุ่นเก่าได้เล่าถึงความใหญ่โตของชาละวันว่า เวลามันอวดศักดาลอยตัวปริ่มน้ำขวางคลอง ลำตัวของมันจะยาวคับคลอง คือหัวอยู่ฝั่งนี้ หางอยู่ฝั่งโน้น เรื่องชาละวันเป็นเรื่องที่เลื่องลือมาก จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่อง “ไกรทอง” และให้นามจระเข้ใหญ่ว่า “พญาชาลวัน”